ดาวแล้วทำนายว่าอีกไม่นานตัวเองจะตาย (คือดาวประจำตัวไม่สุกใสเหมือนก่อน เดาเอา)
ฝ่ายศัตรูที่รู้ศาสตร์ด้านนี้ก็รู้เหมือนกัน
ใครเคยดูหนังเรื่องสุริโยไทคงจะจำตอนที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (ที่พิศาลเล่น) เห็นดาวหางแล้วสวรรคต
ในหนังท่านทำท่าตกใจเว่อร์มาก จนหลายคนอาจจะงงว่าเกิดไรขึ้น หนังเหมือนสื่อว่า ท่านตกใจกลัวดาวหาง
จนสวรรคต ที่จริงไม่ใช่ หลายๆเหตุการณ์ดาวหางจะปรากฏ
ตอนคนดังในโลกไม่สบาย ดาวหางจะมาบอกลางมากกว่า คนไม่สบายก็อาจใจเสีย เพราะเรื่องมีบันทึกไว้
ไม่ใช่ดาวหางทำให้ตายเหมือนในภาพยนตร์ แต่ดาวหางสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
ไม่ทราบว่าเป็นดาวหางอะไรเพราะบวกลบดูแล้วไม่ใช่ดาวหางฮัลเล่ย์
ส่วนปีร.5 สวรรคตเป็นดาวหางฮัลเล่ย์จริง (พ.ศ 2453)
.....ปีนั้นนอกจากร.5 จะสวรรคต พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษ
(พระราชโอรสในพระราชนีนาถวิกตอเรีย เป็นทูลหม่อมทวดควีนอลิซาเบธที่ 2) ก็สวรรคตด้วย
(พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7)
.....คืนที่ร.5 จะสวรรคต หม่อมศรีพรหมา
(หม่อมในหม่อมเจ้าสิทธพร กฤดากร เจ้าของวลี เงินทองของลวงตาข้าวปลาเป็นของจริงนั่นแหละ)
ตอนนั้นท่านเป็นนางพระกำนัลรับใช้ในสมเด็จพระพันปีหลวง
(พระราชินีนาถในร.5 พระราชชนนีในร.6-7) เล่าว่า คืนนั้นเป็นเวรท่านต้องไปเฝ้าคอยรับใช้
ในห้องที่ร.5 บรรทม หม่อมศรีพรหมาบอกว่า เห็นดาวหางฮัลเล่ย์พาดผ่านอยู่ระดับเดียวกันกับ
ห้องที่ประทับของร.5
(หม่อมศรีพรหมา เป็นพระธิดาในพระเจ้าสุริยะพงศ์ผริตเดช เจ้าประเทศราชผู้ครองนครน่าน)
.....สำหรับคนสามัญไม่แน่ใจว่ามีดาวประจำตัวหรือเปล่า ไม่เห็นมีบันทึก
ตอนซีซาร์จะตายก็เห็นดาวหางนี้และได้พูดว่า กษัตริย์ตายเท่านั้นดาวหางถึงขึ้น คนสามัญหาขึ้นไม่
ดาวหางฮัลเล่ย์ถูกค้นพบโดยเอ็ดมันด์ ฮัลเล่ย์ นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ
(เอ็ดมันด์ ฮัลเล่ย์ เพื่อน Sir Isaac Newton คอยให้กำลังใจกันและกันแต่งหนังสือให้เราศึกษา)
.....ดาวหางนี้จะเวียนมาให้
เราเห็นทุกๆ 75-76 ปี ล่าสุดมาเมื่อปี 2529 ข้อยยังออกมาดูเลย (ปีนั้นสมเด็จพระเทพฯเสด็จพม่า)
แต่จำไม่ได้ว่าประเทศไทยเห็นหรือเปล่า
ดาวหางฮัลเล่ย์เป็นดาวแห่งหายนะเพราะเมื่อผู้คนพบเห็นดาวหางนี้ คนดังผู้นำประเทศมักจะเสียชีวิต
และโลกมักจะพบกับภัยพิษัติอยู่เสมอ
ประมวลเหตุการณ์ตอนดางหางฮัลเล่ย์มาเยือนโลกตั้งแต่อดีตว่าเกิดหายนะอะไรขึ้นบ้าง
พ.ศ 303 เกิดสงครามโรมันกับคาร์เทจ คนตายเป็นเบือ
พ.ศ 600 เกิดกบฏต่อต้านโรม เกิดสงครามทำให้กรุงเยรูซาเล็มพินาศ
พ.ศ 994 นครของชาวฮั่นถูกตีแตก
พ.ศ 1999 เกิดไข้ทรพิษในไทย คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
พ.ศ 2453 ร.5 กับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 สวรรคต
และอื่นๆอีกมากมาย
ดาวหาง ในสมัยรัชกาลที่ 2
สมัยรัชกาลที่ 2 ระหว่าง วันพฤหัสบดี 5 แรม 13 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเส็ง จ.ศ. 1171 (พ.ศ.2352) ถึงวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ปีวอก จ.ศ. 1186 (พ.ศ.2367) ทรงครองราชย์อยู่ 16 พรรษา (ประมาณปี พ.ศ.2352 -2367) มีบันทึกเรื่องดาวหางที่สำตัญดังนี้
ดาวหางในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้มีบันทึกว่า เมื่อปี จ.ศ. 1173 ณ เดือน 7 ข้างขึ้น เวลายามเศษ ทางทิศพายัพ แลเห็นเหมือนแสงเพลิงติดในอากาศ เรียกว่า ธุมเพลิง แต่นั้นก็เกิดไข้ป่วงใหญ่มาแต่ทางทะเล ไข้นั้นเกิดมาแต่เมืองเกาะหมากก่อน แล้วข้ามมาหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ติดต่อขึ้นมาจนถึงปากน้ำเจ้าพระยา ชาวเมืองล้มตายลงเป็นอันมาก ฯ
- วัน 1 แรม 10 ค่ำ เดือน 7 เวลาย่ำค่ำ เห็นดาวหางขึ้นทางทิศพายัพ หางไปทิศอิสาน พอถึง ณ วัน 1 แรม 7 ค่ำ เดือน 2 ดาวหางก็สูญหายไป ฯ
ดาวหางในสมัยรัชกาลที่ 3
สมัยรัชกาลที่3 ระหว่าง วันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ปีวอก จ.ศ. 1186 ถึงวันพุธ เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ ปีกุน จ.ศ. 1212 ทรงครองราชย์อยู่ 27 พรรษา (ประมาณปี พ.ศ.2367 - 2393) มีบันทึกเรื่องดาวหางที่สำคัญดังนี้
จ.ศ. 1187 (พ.ศ.2368) - ณ วัน 6 แรม 1 ค่ำ เดือน 12 เพลา 3 ทุ่ม มีดาวหาง ฯ
จ.ศ. 1189 (พ.ศ.2370) - ณ วัน 4 แรม 9 ค่ำ เดือน 11 เพลา 2 ทุ่ม ปรากฏการณ์อากาศมีสีดังฟ้าแลบ โตเท่าลำตาลยาวประมาณ 2 เส้น และตกลงมาข้างทิศหรดีแล้วพุ่งไปต่อทิศอาคเนย์ปรากฏอยู่จนรุ่ง ฯ
-เดือน 3 เจ้าอนุฯ คิดกบฏ ฯ
-จ.ศ.1189 วันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 เพลาบ่าย ธุมเกตุ ออกทิศบูรพา เพลาค่ำ ดาวอินทนูขึ้น ฯ
-ณ วันแรม 4 ค่ำ เดือน 5 เสด็จกรมหมื่นนเรศโยธี สวรรคต
-ณ วันแรม 14 ค่ำ เดือน 5 เพลาเย็น บังเกิดคลองฟ้าที่กลางอากาศเป็น 2 เส้น เป็นลำโตใหญ่ ตั้งแต่ทิศประจิมไปจดทิศบูรพา ฯ
จ.ศ. 1192 (พ.ศ.2373) - ณ วัน 5 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 เวลายามเศษ ทิศพายัพเป็นแสงไฟจับอากาศ โหรดูเคราะห์เมืองว่าร้าย จะมีศึกมาแต่ทิศทักษิณ ให้ตั้งพิธียิงปืนอาฏานา ฯ
- ณ วัน 4 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 คนตายด้วยโรคลงรากเป็นอันมาก ฯ
ดาวหางในสมัยรัชกาลที่ 4
สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงครองราชย์เมื่อวันพุธ 4 เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ ปีกุน จ.ศ.1212 ถึงวันพฤหัสบดี 5 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง จ.ศ. 1230 (ประมาณปี พ.ศ. 2393 - 2411) มีบันทึกเรื่องดาวหางที่สำคัญ ดังนี้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้ทรงบันทึกเหตุการณ์ในวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สวรรคต ไว้ดังนี้
“ทุ่มเศษวันนั้น ท้องฟ้าเป็นควัน หมอกคลุ้มโตใหญ่ ใช่หน้าน้ำค้าง หมอกลงเหลือใจ บุราณว่าไว้ ธุมเกตุเกิดมี แลดูท้องฟ้า ต่ำเตี้ยเต็มที ดวงพระจันทร์สี แดงคล้ำหมองไป ครั้งถึงเวลา พระสงฆ์ปวารณา เสด็จสวรรคาลัย...”
-------------------------------------
(หมายเหตุ : ในชีวิตเคยพบเห็นหมอกธุมเกตุครั้งหนึ่ง ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 10 นาฬิกาเศษ เป็นลักษณะคล้ายกับที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงบันทึกไว้ - สายน้ำ)
ดาวหางในสมัยรัชกาลที่ 5
สมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันพฤหัสบดี 5 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง จ.ศ. 1230 (ประมาณปี พ.ศ.2411) ถึง วันเสาร์ 7 แรม 11 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ จ.ศ. 1272 (พ.ศ.2453) ทรงครองราชย์อยู่ 42 พรรษา (ประมาณปี พ.ศ. 2411 - 2453) มีบันทึกเรื่องดาวหางที่สำคัญ (มีดาวหางฮัลเลย์ปรากฏ มองเห็นได้ในไทย) ดังนี้
ม.จ.หญิง พูนพศมัย ดิศกุล ได้ทรงนิพนธ์เล่าไว้ว่า -
“ข้าพเจ้าก็ไปคอยเฝ้าพระบรมศพที่ริมถนนราชดำเนิน พวกราษฏรเอาเสื่อไปปูนั่งกันเป็นแถวตลอดสองข้างทาง จะหาหน้าใครที่มีแม้ยิ้มก็ไม่มีสักผู้เดียว ทุกคนแต่งดำนำตาไหลอย่างตกอกตกใจด้วยเคยรู้รส อากาศมืดคลุ้ม มีหมอกขาวลงจัด เกือบถึงหัวคนเดินทั่วไป ผู้ใหญ่เขาบอกว่า นี่แหล่ะคือ หมอกธุมเกตุ ที่ในตำราเขากล่าวถึงว่า มักจะมีในเวลาที่มีเหตุใหญ่ๆเกิดขึ้น ...”
ม.ร.ว. ศึกฤทธิ์ ปราโมช - ก็ได้บันทึกว่า มีดาวหางปรากฏเห็นได้ที่จังหวัดกาญจนบุรี
ดาวหางในสมัยรัชกาลที่ 7
ปรากฏว่าก่อนมีการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก็มีดาวหางปรากฏทำให้คนโจษจันกันมาก จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ต้องทรงจ้างนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน อธิบายให้คนทั้งหลายทราบว่า การขึ้นของดาวหางเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติหาใช่ลางร้ายแก่บ้านเมืองประการใด ไม่ ฯ
ดาวหางในสมัยรัชกาลที่ 8
ในปีพ.ศ. 2489 ก่อนที่จะมีเหตุการณ์สวรรคตนั้น ปรากฏว่า มีดาวหางขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เวลา 3 น.เศษ ผู้คนลุกขึ้นดูดาวหาง และลือกัน ดาวหางนี้ปรากฏอยู่ 3 คืน จึงหายไป ฯ
บทสรุป และข้อสังเกตเรื่องดาวหางจากปูมโหร
จากปูมโหรที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เรื่องดาวหางที่ได้บันทึกไว้ นอกจากที่เห็นเป็นลักษณาการของดาวหางแล้ว ยังรวมถึงเรื่องคลองฟ้า และ ธุมเกตุ และธุมเพลิง เอาไว้ด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความหมายถึงเรื่องดาวหางทั้งสิ้น สำหรับ “คลองฟ้า” นั้นมีตำราอีกปกรณ์หนึ่ง เรียกว่า “ตำราคลองฟ้า” กล่าวคือ
